WPS ควรเปิดหรือปิด และมีความเสี่ยงอะไรกับ WiFi บ้าน
หลายคนอาจเคยเห็นปุ่ม WPS บนเราเตอร์อินเทอร์เน็ตบ้านและสงสัยว่ามันคืออะไร ฟังก์ชันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับ WiFi แต่ความสะดวกสบายนั้นอาจต้องแลกมากับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่หลายคนคาดไม่ถึง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่า WPS คืออะไร ทำงานอย่างไร และทำไมผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ปิดการใช้งานเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเครือข่ายในบ้านคุณ
จุดเด่นสำคัญ
- WPS (Wi-Fi Protected Setup) คือฟีเจอร์ที่ช่วยให้เชื่อมต่ออุปกรณ์กับ WiFi ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่าน
- แม้จะสะดวก แต่ WPS มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่สำคัญ โดยเฉพาะวิธีการเชื่อมต่อด้วยรหัส PIN 8 หลัก ซึ่งสามารถถูกแฮกเกอร์เจาะระบบได้ง่าย
- ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ส่วนใหญ่แนะนำให้ ‘ปิด’ ฟังก์ชัน WPS บนเราเตอร์เพื่อป้องกันการเข้าถึงเครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
- การเชื่อมต่อ WiFi ด้วยการพิมพ์รหัสผ่านที่ตั้งค่าความปลอดภัยแบบ WPA2 หรือ WPA3 เป็นวิธีที่ปลอดภัยและดีที่สุดในปัจจุบัน
- หากจำเป็นต้องใช้ ควรเลือกใช้ WPS แบบปุ่มกด (Push Button) ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่า และควรปิดฟังก์ชันนี้ทันทีหลังใช้งานเสร็จ
WPS คืออะไร และทำงานอย่างไร?
WPS ย่อมาจาก Wi-Fi Protected Setup เป็นมาตรฐานความปลอดภัยเครือข่ายที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำให้กระบวนการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์กับเราเตอร์ไร้สายง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แทนที่จะต้องเลือกชื่อเครือข่าย (SSID) และพิมพ์รหัสผ่านยาวๆ WPS ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อได้ด้วยการกดปุ่มหรือใส่รหัส PIN สั้นๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน
โดยทั่วไปแล้ว การเชื่อมต่อผ่าน WPS มี 2 รูปแบบหลัก:
- แบบ PIN (Personal Identification Number): วิธีนี้เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงสุด เราเตอร์จะมีรหัส PIN 8 หลักที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หรืออุปกรณ์ (เช่น ปรินเตอร์) จะสร้าง PIN ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้นำไปกรอกในหน้าตั้งค่าของเราเตอร์เพื่ออนุญาตการเชื่อมต่อ
- แบบ PBC (Push Button Configuration): วิธีนี้ปลอดภัยกว่าแบบ PIN มาก ผู้ใช้เพียงแค่กดปุ่ม WPS ที่ตัวเราเตอร์ จากนั้นภายใน 2 นาที ให้ไปกดปุ่มเชื่อมต่อ WPS บนอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ (เช่น สมาร์ทโฟนหรือสมาร์ททีวี) อุปกรณ์ทั้งสองจะจับคู่กันโดยอัตโนมัติ
ความเสี่ยงร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ในความสะดวกสบาย
แม้ว่า WPS จะดูสะดวกสบาย แต่ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของมัน โดยเฉพาะในวิธีแบบ PIN ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ผู้ใช้ทุกคนควรทราบ ปัญหาหลักอยู่ที่การออกแบบการตรวจสอบรหัส PIN 8 หลัก ซึ่งไม่ได้ถูกตรวจสอบพร้อมกันทั้ง 8 ตัว แต่กลับแบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 ส่วน คือ 4 หลักแรก และ 3 หลักถัดมา (หลักสุดท้ายเป็น Checksum)
การแบ่งตรวจสอบเช่นนี้ ทำให้จำนวนความเป็นไปได้ของรหัสผ่านลดลงอย่างมหาศาล จากเดิมที่ต้องเดาสุ่ม 100 ล้านครั้ง (10^8) กลายเป็นการเดาสุ่มเพียง 11,000 ครั้ง (10,000 สำหรับ 4 หลักแรก + 1,000 สำหรับ 3 หลักหลัง) ซึ่งแฮกเกอร์สามารถใช้โปรแกรมทำการโจมตีแบบ Brute-force เพื่อค้นหารหัส PIN ที่ถูกต้องได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และเมื่อแฮกเกอร์ได้รหัส PIN ที่ถูกต้อง พวกเขาก็จะสามารถเข้าถึงรหัสผ่าน WiFi หลัก (WPA/WPA2 Pre-Shared Key) ของคุณได้ทันที ทำให้สามารถเข้าถึงเครือข่ายและอุปกรณ์ทั้งหมดที่เชื่อมต่ออยู่ได้อย่างง่ายดาย
สรุปแล้ว… WPS ควรเปิดหรือปิด?
คำตอบที่ชัดเจนและได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยคือ ‘ควรปิดฟังก์ชัน WPS’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไม่เคยใช้งานหรือไม่แน่ใจว่าเราเตอร์ของคุณมีการป้องกันการโจมตีแบบ Brute-force ที่ดีพอหรือไม่ ความสะดวกสบายเล็กๆ น้อยๆ จากการไม่ต้องพิมพ์รหัสผ่าน ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เครือข่ายในบ้านทั้งหมดจะถูกบุกรุก
ในปัจจุบัน การเชื่อมต่ออุปกรณ์ใหม่ๆ กับ WiFi ไม่ได้ยุ่งยากเหมือนในอดีต การพิมพ์รหัสผ่านเพียงครั้งเดียวต่อหนึ่งอุปกรณ์จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและยอมรับได้ หากคุณกังวลเรื่องการให้รหัสผ่านกับแขกที่มาบ้าน การสร้างเครือข่ายสำหรับแขก (Guest Network) ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เก่าที่รองรับแค่ WPS จริงๆ การเลือกใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง Access Point อาจเป็นทางออกที่ปลอดภัยกว่า
วิธีตรวจสอบและปิด WPS บนเราเตอร์ของคุณ
ขั้นตอนการปิด WPS อาจแตกต่างกันไปตามยี่ห้อและรุ่นของเราเตอร์ แต่โดยหลักการแล้วจะมีขั้นตอนคล้ายๆ กันดังนี้:
- เข้าสู่หน้าตั้งค่าเราเตอร์: เปิดเว็บเบราว์เซอร์แล้วพิมพ์ IP Address ของเราเตอร์ ซึ่งโดยทั่วไปคือ 192.168.1.1 หรือ 192.168.0.1 จากนั้นกรอก Username และ Password เพื่อล็อกอิน (หากไม่ทราบ ให้ดูที่สติกเกอร์ใต้เราเตอร์)
- ค้นหาเมนู WPS: มองหาเมนูที่ชื่อว่า ‘WPS’, ‘Wi-Fi Protected Setup’ หรือ ‘WLAN’ ซึ่งมักจะอยู่ในส่วนของ ‘Wireless Settings’, ‘Advanced Settings’ หรือ ‘Security’
- ปิดการใช้งาน: มองหาตัวเลือก ‘Enable WPS’ หรือ ‘WPS Status’ แล้วเลือกเป็น ‘Disable’ หรือ ‘Off’
- บันทึกการตั้งค่า: กดปุ่ม ‘Save’ หรือ ‘Apply’ เพื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลง จากนั้นเราเตอร์อาจจะทำการรีสตาร์ทตัวเอง
การปิดฟังก์ชันนี้เป็นหนึ่งในขั้นตอนพื้นฐานของการ แก้ไขปัญหาและเพิ่มความปลอดภัยให้เน็ตบ้าน ของคุณ
ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในการเชื่อมต่อ WiFi
เมื่อปิด WPS ไปแล้ว เรายังมีวิธีที่ปลอดภัยและสะดวกในการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครือข่าย WiFi อยู่มากมาย
- การใช้รหัสผ่าน (WPA2/WPA3): นี่คือวิธีมาตรฐานและปลอดภัยที่สุด ควรตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก ประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลข และสัญลักษณ์ อย่างน้อย 12 ตัวอักษร
- ใช้ QR Code: สมาร์ทโฟนและเราเตอร์รุ่นใหม่ๆ หลายรุ่นสามารถสร้าง QR Code สำหรับแชร์การเชื่อมต่อ WiFi ได้ วิธีนี้สะดวกและปลอดภัย เพราะเพื่อนหรือแขกสามารถสแกนเพื่อเชื่อมต่อได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรู้รหัสผ่านของเรา
- ตั้งค่า Guest Network: หากมีแขกมาบ้านบ่อยๆ การเปิดใช้งาน Guest Network จะช่วยแยกเครือข่ายของแขกออกจากเครือข่ายหลัก ทำให้พวกเขาใช้อินเทอร์เน็ตได้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์อื่นๆ ในบ้านของคุณ เช่น คอมพิวเตอร์ หรือ NAS ได้
การทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของเครือข่าย เช่น Public IP กับ Private IP คืออะไร ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณบริหารจัดการความปลอดภัยของเครือข่ายในบ้านได้ดียิ่งขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าปิด WPS แล้วจะเชื่อมต่อ WiFi ไม่ได้หรือไม่?
ไม่จริงครับ การปิด WPS เป็นเพียงการปิด ‘ทางลัด’ ในการเชื่อมต่อเท่านั้น คุณยังสามารถเชื่อมต่อ WiFi ได้ตามปกติด้วยวิธีมาตรฐาน คือการเลือกชื่อเครือข่าย (SSID) และกรอกรหัสผ่าน WiFi ของคุณ
เราเตอร์รุ่นใหม่ๆ ยังมีปัญหาเรื่อง WPS อยู่ไหม?
เราเตอร์รุ่นใหม่ๆ หลายรุ่นมีการป้องกันที่ดีขึ้น เช่น ระบบจะล็อกการเชื่อมต่อ WPS ชั่วคราวหากมีการพยายามใส่ PIN ผิดซ้ำๆ กันหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ในการออกแบบพื้นฐานของ WPS แบบ PIN ยังคงอยู่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด การปิดทิ้งไปเลยยังคงเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุด
การใช้ WPS แบบปุ่มกด (Push Button) ปลอดภัยหรือไม่?
ปลอดภัยกว่าแบบ PIN อย่างมาก เพราะหน้าต่างการเชื่อมต่อจะเปิดเพียง 1-2 นาทีเท่านั้น ทำให้การโจมตีจากระยะไกลทำได้ยากมาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงหากมีผู้ไม่หวังดีอยู่ในระยะใกล้ๆ และพยายามเชื่อมต่อในช่วงเวลาเดียวกับคุณพอดี ดังนั้น หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ควรปิดไว้
จะรู้ได้อย่างไรว่ามีคนแอบใช้ WiFi ของเราผ่านช่องโหว่ WPS?
วิธีที่ดีที่สุดคือล็อกอินเข้าไปในหน้าตั้งค่าของเราเตอร์ แล้วมองหาเมนู ‘Device List’, ‘Connected Devices’ หรือ ‘DHCP Clients’ เพื่อดูรายการอุปกรณ์ทั้งหมดที่กำลังเชื่อมต่อกับเครือข่ายของคุณ หากพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก ให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่าน WiFi และตรวจสอบให้แน่ใจว่า WPS ถูกปิดใช้งานแล้ว การทำความเข้าใจเรื่อง Bridge Mode ก็เป็นอีกหนึ่งความรู้ขั้นสูงสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมเครือข่ายของตนเองอย่างเต็มที่
